แนวทางการตรวจบ้านเก่าก่อนรีโนเวท ซ่อมบำรุง


แนวทางการตรวจบ้านเก่าก่อนรีโนเวท ซ่อมบำรุง บ้านเก่า หรือบ้านที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว บ้างเรียกกันว่า “บ้านมือสอง” ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม อาคารพาณิชย์ หรือคอนโดมิเนียมก็ตาม ลักษณะของบ้านเก่าย่อมไม่เหมือนกับบ้านใหม่อย่างแน่นอนเพราะอาจมีการต่อเติมหรือดัดแปลงไปจากเดิม

แนวทางการตรวจรับบ้านเก่าก่อนซื้อไปอยู่อาศัยหรือรีโนเวทเพิ่มเติมต้องพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วน ไม่เช่นนั้นอาจจะเสียใจภายหลังได้จากปัญหาต่างๆ เช่น หลังคารั่ว ท่ออุดตัน โครงสร้างบ้านทรุด หรือมีรอยร้าวอันตราย เป็นต้น ดังนั้นควรพิจารณาความคุ้มค่าตามสภาพของบ้านกับราคาขายให้ดี นอกจานี้ควรคิดเผื่องบประมาณในการรีโนเวทในภายหลังด้วย เพราะหากได้บ้านที่มีปัญหามากๆ อาจไม่คุ้มกันการซื้อไปรีโนเวท มิหนำซ้ำอาจต้องเสียค่ารีโนเวทพอๆ หรือมากกว่าการปลูกบ้านใหม่เลยทีเดียว ดังนั้นหากใครคิดจะซื้อบ้านมือสองควรศึกษาแนวทางการตรวจรับบ้านเก่าเสียก่อนนะคะ

การตรวจบ้านเก่า ต้องพิจารณามากกว่าการซื้อบ้านใหม่ โดยเฉพาะปัญหาด้านโครงสร้างและงานระบบ (โดยเจ้าของเดิม หรือพนักงานขายบางท่านอาจไม่เล่าถึงปัญหาเพราะกลัวราคาตกลงไปจากราคาที่ตั้งขาย) ดังนั้นการสังเกตและพิจารณาด้วยตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเริ่มจากการเลือกทำเลบ้านที่จะซื้อ สำรวจโครงสร้าง ตรวจเช็คงานระบบ วัสดุปิดผิว วัสดุตกแต่ง และสุขภัณฑ์ ดังนี้

1. ทำเลบ้าน
เหนือสิ่งอื่นใด..สิ่งแรกที่เจ้าของบ้านจะต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรกคือทำเลบ้าน ทั้งในเรื่องการเดินทาง ถนนที่ตัดผ่าน สถานที่ใกล้เคียง สิ่งอำนวยความสะดวก และลักษณะชุมชน นอกจากนี้ควรสอบถามเพื่อนบ้าน หรือผู้ที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้นว่ามีประวัติการเกิดน้ำท่วม หรือการโจรกรรมหรือไม่ เพื่อประเมินความเสี่ยงในการอยู่อาศัยและการเตรียมตัวรับมือ

2. โครงสร้าง
งานโครงสร้างเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการพิจารณาซื้อบ้านเก่ามารีโนเวท โดยเริ่มตรวจจากภายนอกบ้าน ตั้งแต่ประตู รั้วบ้าน ระดับพื้นทางเดินรอบบ้าน ที่จอดรถ และตัวบ้านทำจากโครงสร้างอะไร มีการทรุดตัวหรือไม่ สังเกตได้จากรอยร้าว ช่องใต้พื้น คราบดิน และคราบน้ำ เป็นต้น ซึ่งหากอยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสม ก็ควรทำการรีโนเวทเสียใหม่หลังจากซื้อบ้านมาแล้ว โดยต้องประเมินราคาคร่าวๆ ว่าต้องใช้งบประมาณประมาณเท่าไรในการแก้ไขแต่ละส่วน

3. งานระบบ
สำหรับงานระบบอย่างระบบไฟฟ้า และระบบสุขาภิบาล ควรคิดไว้ก่อนว่า หากบ้านมีอายุเกิน 20 ปี ก็ควรทำการเดินงานระบบใหม่ทั้งหมด เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน และใช้วัสดุที่มีคุณภาพเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่หากบ้านมีอายุยังไม่มากก็สามารถใช้งานระบบเดิมต่อได้ โดยตรวจสอบงานระบบด้วยตนเองในส่วนที่สามารถมองเห็น โดยทดสอบการทำงานตู้ไฟหรือตู้เบรกเกอร์ จากนั้นทดสอบปลั๊กไฟให้ครบทุกจุด ทดสอบเปิด-ปิดดวงโคมทั้งในและนอกบ้าน ตรวจสายไฟในแต่ละจุดว่ายังใช้งานได้ดี มีการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยอยู่ในลักษณะที่สมบูรณ์ ติดตั้งในที่ปลอดภัย ไม่เสี่ยงต่อความชื้น หรือสัตว์มากัดแทะได้

4. วัสดุปิดผิว และวัสดุตกแต่ง
สุดท้ายจึงดูเรื่องวัสดุปิดผิว และวัสดุตกแต่ง ทั้งภายในและภายนอกบ้านโดยเฉพาะการ ฉาบปูน ทาสี นอกจากนี้ วัสดุปิดผิวเช่น กระเบื้อง หิน ไม้ ฯลฯ ควรติดตั้งอย่างถูกวิธี ตรวจสอบการติดตั้งตามแต่ละประเภทวัสดุปิดผิว เช่นกระเบื้องใช้การเคาะแล้วฟังเสียง เป็นต้น